14 กรกฎาคม, 2021 #ประวัติศาสตร์

4 ตำนานพื้นบ้านในอดีต

               ตำนานนั้นเป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต อธิบายถึงประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องราวของบุคคลสำคัญ เหตุการณ์สำคัญ หรือเล่าถึงโบราณสถานในสมัยโบราณ ซึ่งบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ฉะนั้นจึงทำให้มีเรื่องราวสำคัญ ๆ ที่น่าสนใจมากมายหลายเรื่อง ทาง artworkkid.com จึงได้นำ 4 ตำนานพื้นบ้านในอดีต มาเล่าให้คุณได้ทราบถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในสมัยก่อน ไปดูกันดีกว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง

4 ตำนานพื้นบ้านในอดีต

1. ตำนานเมืองลับแล

ตำนานเมืองลับแล

เรื่องลี้ลับมีมาแต่อดีตเรื่องราวเก่าแก่ที่เล่ากันสืบทอดต่อกันมา “อำเภอลับแล หรือเมืองลับแล” เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เล่าว่าเมืองลับแลเป็นเมืองแม่ม่าย ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ลี้ลับซับซ้อน พลเมืองมีแต่ผู้หญิง ยึดมั่นแต่ความดี มีศีลธรรม และวาจาสัตย์ ต่อมามีชายชาวเมืองทุ่งยั้งคนหนึ่งเดินหลงทางเข้าไปในป่าเมืองลับแล และเกิดพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ด้านหญิงสาวได้พาชายผู้นี้ไปอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา

หญิงสาวให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะไม่พูดเท็จ ซึ่งชายหนุ่มก็รับปาก สองสามีภรรยาอยู่ด้วยกันจนมีบุตรหนึ่งคน วันหนึ่งขณะที่ภรรยาออกไปเก็บผักหักฟืน ลูกเกิดหิวนม จึงร้องไม่หยุด พ่อปลอบให้ลูกหยุดร้องไห้ โดยหลอกว่า แม่กลับมาแล้ว ลูกจึงหยุดร้องไห้ เมื่อภรรยาทราบว่า สามีกล่าวเท็จต่อลูก ก็จำเป็นต้องให้สามีออกจากเมืองไป เพราะไม่รักษาวาจาสัตย์ตามสัญญา ก่อนออกเดินทางภรรยามอบย่ามให้สามีพร้อมกำชับไม่ให้เปิดดูระหว่างเดินทาง แต่สามีไม่เชื่อภรรยา จึงได้เปิดย่ามเห็นเป็นขมิ้น จึงนำเอาของในย่ามทิ้งออกบ้าง ครั้นไปถึงบ้านของตน จึงพบว่า ขมิ้นที่เหลืองเพียงหัวเดียวนั้นเป็นทองคำ

2. ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

 ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วในฤดูฝน มีการเตรียมปักดำกล้าข้าว ทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพาะปลูก มีครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อ ก็จะออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน วันหนึ่งเขาไถนาอยู่นานจนสายตะวันขึ้นสูงแล้ว เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่าปกติและหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติเขาจึงหยุดไถนา เข้ามาพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้า สายตาเหมือนมองไปทางบ้านรอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ ยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดยิ่งร้อนความหิวกระหายยิ่งทวีคูณขึ้น

ทันใดนั้นเขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนา พร้อมกับก่องข้าวน้อยๆ เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลายอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่ จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่า “อีแก่มึงไปทำอะไรอยู่ถึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกินอิ่มหรือ” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า “ถึงก่องข้าวจะน้อยแต่ก็น้อยต้อนแต้นแน่นในดอกลูกเอ๋ย ลองกินเบิ่งก่อน” ความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโหหูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใด ๆ เกิดบันดาลโทสะอย่างแรง จึงคว้าได้ไม้เข้าตีแม่ที่แก่ชราล้มลง แล้วเดินไปกินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดก่อง

หลังจากรู้สึกตัว จึงรีบไปดูอาการของแม่ เมื่อเห็นว่าแม่ตายแล้ว ชายหนุ่มร้องไห้โฮ สวมกอดร่างของผู้เป็นแม่ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้วขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้าน ช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้จึงให้ชื่อว่า “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” จนตราบทุกวันนี้

3. ตำนานนางผมหอม

ตำนานนางผมหอม

นางผมหอม เป็นนิทานพื้นบ้านอีสานที่เล่าสืบต่อกันมาช้านานว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้บริเวณเขาภูหอ (ภูหอเป็นภูเขาในตำบลภูหอ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย) วันหนึ่งได้ไปเที่ยวป่ากับเพื่อนเกิดพลัดหลง แล้วได้ไปดื่มน้ำที่รอยเท้าช้าง เมื่อกลับมาถึงบ้าน นางได้ตั้งท้องคลอดลูกเป็นผู้หญิง ผมมีกลิ่นหอมนางจึงตั้งชื่อลูกว่า “นางผมหอม” ต่อมานางได้ไปเที่ยวป่าอีกครั้งและเกิดพลัดหลง ครั้งนี้นางได้ไปดื่มน้ำที่รอยเท้าวัวป่าเกิดตั้งท้องอีกคลอดออกมาเป็นหญิงตั้งชื่อว่า “นางลุน” ตอนเด็ก ๆ ทั้งสองถูกเพื่อนล้อเสมอว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ แม่จึงเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง พอโตขึ้นนางผมหอมอธิฐานขอให้ฝันถึงพญาช้าง วันรุ่งขึ้นได้ขอแม่ไปเที่ยวป่ากับน้อง ทั้งสองไปเจอพญาช้าง พญาช้างจึงพิสูจน์ความจริงว่าใช่ลูกตัวเองหรือไม่ จึงอธิฐานว่าใครเป็นลูกให้ปีนขึ้นมาบนหลังตนได้ ถ้าไม่ใช่ก็ปีนไม่ได้ นางผมหอมปีนขึ้นได้ แต่นางลุนปีนไม่ได้จึงถูกพญาช้างเหยียบตาย

ต่อมานางผมหอมได้ไปอยู่ที่ปราสาทกับพญาช้าง วันหนึ่งนางได้ลงเล่นน้ำที่ลำธาร เมื่ออาบน้ำเสร็จจึง เอาเส้นผมใส่ในผอบทองลอยน้ำไป ท้าววรจิตรลูกชายเจ้าเมืองฮ่มขาว ได้ไปอาบน้ำเจอผอบเปิดออกเห็นเส้น ผมมีกลิ่นหอม ก็หลงรักเจ้าของเส้นผมขึ้นมาทันที จึงนำผอบตามหาเจ้าของเส้นผม ในที่สุดได้เจอกับนางผมหอม ทั้งสองจึงตกลงไปอยู่ด้วยกันที่ปราสาทจนกระทั่งมีลูกชายด้วยกัน โดยไม่บอกให้พญาช้างรู้ ทำให้พญา ช้างทราบทีหลังและตรอมใจตาย นางผมหอมได้เอากระดูกของพญาช้างมาทำเป็นเรือทองคำกลับเมือง ระหว่างทางได้กับเจอนางโพง นางโพงได้ดึงนางผมหอมตกน้ำ แล้วแปลงเป็นนางผมหอมเข้าเมือง แต่นางผมหอมไม่ตายได้มาอาศัยอยู่กับยาย และให้ยายพาลูกชายของตนมาพบได้เล่าความจริงให้ลูกฟังทั้งหมดว่านางผมหอมที่อยู่กับพ่อนั้นไม่ใช่ตัวจริง ฝ่ายลูกชายจึงเล่าเรื่องราวให้ผู้เป็นพ่อทราบและท้าววรจิตรจึงฆ่านางโพงตาย แล้วรับเอานางผมหอมเข้ามาอยู่ด้วยกันที่เมืองอย่างมีความสุขตลอดมา

4. ตำนานชาละวัน

ตำนานชาละวัน

มีตายายสองสามีภรรยา ออกไปหาปลาพบไข่จระเข้ที่สระน้ำแห่งหนึ่ง จึงเก็บมาฟักเป็นตัวแล้วเลี้ยงไว้ในอ่างน้ำ เพราะยายอยากเลี้ยงไว้แทนลูก ต่อมาจระเข้ตัวใหญ่ขึ้นจึงนำไปเลี้ยงไว้ในสระใกล้บ้านหาปลามาให้เป็นประจำ ต่อมาตายายหาปลามาให้เป็นอาหารไม่พออิ่ม จระเข้ตัวนั้นจึงกินตายายเป็นอาหาร เมื่อขาดคนเลี้ยงดูให้อาหาร จระเข้ใหญ่จึงออกจากสระไปอาศัยอยู่ในแม่น้ำน่านเก่าซึ่งอยู่ห่างจากสระตายายประมาณ 500 เมตร จระเข้ใหญ่ก็เที่ยวออกอาละวาดอยู่ในแม่น้ำตั้งแต่ย่านเหนือเขตวังกระดี่ทอง ดงชะพลู จนถึงเมืองเก่า แต่ด้วยจระเข้ใหญ่ของตายายได้เคยลิ้มเนื้อมนุษย์แล้ว จึงเที่ยวอาละวาดกัดกินคนทั้งบนบกและในน้ำไม่มีเว้นแต่ละวัน จึงถูกขนานนามว่า “ไอ้ตาละวัน”

ชื่อของชาละวันแพร่สะพัดไปทั่วเพราะเจ้าชาละวันไปคาบเอาบุตรสาวคนหนึ่งของเศรษฐีเมืองพิจิตรขณะกำลังอาบน้ำอยู่ที่แพท่าน้ำหน้าบ้าน เศรษฐีจึงประกาศให้สินบนหลายสิบชั่ง พร้อมทั้งยกลูกสาวที่มีอยู่อีกคนหนึ่งให้แก่ผู้ที่ฆ่าชาละวันได้ ไกรทอง พ่อค้าจากเมืองล่าง รับอาสาปราบจระเข้ใหญ่ด้วยหอกลงอาคมหมอจระเข้ จระเข้ขนาดใหญ่มากเข้าได้อย่างสบาย คนรุ่นเก่าได้เล่าถึงความใหญ่โตของชาละวันว่า เวลามันอวดศักดาลอยตัวปริ่มน้ำขวางคลอง ลำตัวของมันจะยาวคับคลอง หากหัวอยู่ฝั่งนี้ หางจะอยู่อีกฝั่ง เรื่องชาละวันเป็นเรื่องที่เลื่องลือมาก จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่อง “ไกรทอง” และให้นามจระเข้ใหญ่ว่า “พญาชาลวัน”

               ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องที่แต่งขึ้นมา ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ นี่ก็เป็นเรื่องเล่าในรูปแบบหนึ่งที่แฝงความน่าสนใจ คติสอนใจ และความสำคัญบางประการที่ทำให้ตำนานนั้น ๆ ถูกถ่ายทอดกันมาเรื่อย ๆ และตำนานที่เราเลือกมาก็เป็นเพียง 4 เรื่องจากหลายร้อยหลานพันเรื่องเท่านั้น คุณสามารถอ่านตำนานเรื่องต่าง ๆ และนำข้อคิดไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันนะคะ

แนะนำบทความน่าสนใจ

อีกหนึ่งธุรกิจที่เพิ่มมุลค่าทุกปีเลยก็ว่าได้คือ ธุรกิจรถคลาสสิก สำหรับคนที่ชอบสะสมรถเก่าคลาสสิกก็คงรู้ดีว่าราคามันนั้นสูง บางครั้งเผลอ ๆ รถในมือคุณนั้นอาจมีราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัวในแต่ละปี เราจึงมาแนะนำ ธุรกิจรถเก่าคลาสสิกน่าลงทุนมูลค่าเพิ่มทุกปี ถ้าหากคุณพร้อมแล้วเราไปลุยกันเลย

ธุรกิจรถเก่าคลาสสิกน่าลงทุนมูลค่าเพิ่มทุกปี